งานกับครอบครัวเป็น 2 สิ่งที่อาจกล่าวได้ว่ามีความสำคัญมากที่สุดในชีวิต ในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน งานคือการสร้างคุณค่าในตัวเอง โดยได้รับค่าตอบแทนมาเป็นรางวัลให้ชื่นใจ ส่วนครอบครัวคือสถาบันแรกที่เราพึ่งพิง อาศัย หล่อหลอม เลี้ยงดู จนเมื่อถึงวัยที่มีรายได้ ก็ต้องเลี้ยงดูคนข้างหลังสืบไป นอกจากนี้ครอบครัวยังเป็นแรงใจสำคัญในวันแย่ๆ ของชีวิต หรือเป็นคนแรก ๆ ที่เราอยากบอกเวลาได้รับข่าวดี ๆ อีกด้วย ถ้าให้เลือกเราจะเลือกอะไรดีระหว่างงานและครอบครัว เรามีหลักการง่าย ๆ แต่อาจจะทำได้ยาก ให้ลองคิด และปฏิบัติดูดังต่อไปนี้

1. ทบทวนถึงสาเหตุ

          ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ลองทบทวนเหตุการณ์ในชีวิตดูสักหน่อย ว่าอะไรพาเราเดินมาถึงวันที่ต้องเลือกทางเดินอย่างเด็ดขาดขนาดนี้ ที่ผ่านมาคุณทำแต่งานไม่สนใจครอบครัวหรือเปล่า หรือคุณมัวแต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นมานาน จนผลงานตกต่ำลง จนต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หรือ/ และ ปัจจัยอื่น ๆ ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องจนทำให้คุณมาอยู่ตรงทางแยกนี้ ถ้าเป็นปัญหาที่มีแต่เราคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้แก้ได้ ก็ต้องลองชั่งน้ำหนักในทางเลือกหลาย ๆ ทางดูว่า จะตัดสินใจอย่างไรดี ปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน หรือหาคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงได้ เผื่อจะได้ความคิดใหม่ๆ ที่กว้างขึ้น

2. พิจารณาทางออก

          เมื่อเข้าใจถึงสาเหตุแห่งปัญหาแล้ว ก็ลองพิจารณาทางแก้ว่า สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้อย่างไรบ้าง ต้องถึงขั้นเลือกทางใดทางหนึ่งให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดขนาดนั้นเลยหรือไม่ ถ้ามันพอประคับประคองครอบครัวให้ไปไหว ในขณะที่งานก็ยังรอด ทางเลือกนั้นจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วหรือไม่ งานและครอบครัว เป็น 2 สิ่งที่เราไม่ควรให้อะไรบกพร่องไปเลยสักอย่าง การจะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยต้องทิ้งอีกอย่างไปเลย ขอให้เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น หรืออย่าให้เกิดขึ้นเลยจะดีกว่า

3. เลือกสิ่งที่ต้องการคุณมากกว่า

          สมมติว่าคิดไปคิดมาหลายตลบแล้วยังคิดไม่ออก บอกไม่ถูก ลองมองดูว่า ณ สถานการณ์ในตอนนั้น สิ่งใดต้องการคุณมากกว่ากัน งาน หรือครอบครัว อะไรกันที่เมื่อคุณหายไป แล้วสิ่งนั้นจะดำเนินต่อไปไม่ได้เลย โดยปกติ ถ้าทำงานออฟฟิศ อาจจะมีตัวตายตัวแทน ที่ทำหน้าที่แทนกันได้ ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวอาจต้องคิดหนักสักหน่อย แต่ธุรกิจส่วนตัวมีข้อดีคือเวลาที่ยืดหยุ่นกว่า อาจทำให้คุณไม่ต้องเลือกระหว่างงาน กับครอบครัวซะทีเดียว แค่เพียงต้องปรับเวลาการใช้ชีวิตใหม่ ให้เป็นสัดส่วนที่ลงตัวมากขึ้น

4. หาผู้ช่วย หรือตัวเลือกอื่น ๆ

          นอกเหนือจากตัวคุณแล้ว ยังมีผู้ช่วย หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ มาเติมเต็มสิ่งที่ครอบครัว หรืองานของคุณต้องการในเวลานั้นได้หรือไม่ ยกตัวอย่าง ถ้าลูกของคุณไม่มีคนไปรับกลับจากโรงเรียน และคุณก็ไม่สะดวกเพราะต้องทำงาน สามารถให้ลูกคุณนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านได้หรือไม่ หรือถ้าคุณมีลูกอ่อน ใช้สิทธิ์ลาคลอดจนครบกำหนดแล้ว และไม่มีคนช่วยเลี้ยง สามารถให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลแทน โดยอาจติดตั้งกล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของคุณ แล้วคอยเปิดดูเป็นระยะแทน ฯลฯ ลองคิดดูหลาย ๆ มุม จริงอยู่ว่าเราอยากดูแลทุกอย่าง และทุกคนด้วยตัวเราเอง แต่ถ้าสถานการณ์ไม่เอื้อ ก็คงต้องเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ว่า หากคุณลาออกจากงานมาดูแลครอบครัวแล้วอาจส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นต้น

5. ปรับเวลาชีวิต

          เวลาของทุกคนมีเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง แต่การใช้งานของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าคุณมีภาระที่จำเป็นเข้ามา ลองปรับเวลาการใช้ชีวิตดูใหม่ อาจจำเป็นที่ต้องลด ละ เลิก กิจกรรมที่จำเป็นน้อยกว่าลงไปก่อน จนกว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น ยกตัวอย่าง แต่เดิมเลิกงานแล้วต้องพาลูกค้าไปสังสรรค์ทุกครั้ง ก็คงต้องลดจำนวนลง เพื่อกลับมาใช้เวลาที่มีอยู่ดูแลครอบครัวมากขึ้น หรือถ้าคุณต้องไปทำงานสาย เพราะต้องคอยดูแลคนในครอบครัว ก็อาจต้องตื่นให้เช้าขึ้น เพื่อไปทำงานให้ทัน อะไรทำนองนี้ เป็นต้น

          สุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้นแนะนำว่าให้ลองหางานใหม่ งานที่สามารถทำให้คุณจัดสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัวได้ เนื่องจากครอบครัวของคุณต้องมีค่าใช้จ่าย หากคุณไม่ทำงาน ไม่มีรายได้ ก็จะกระทบกับครอบครัวของคุณ ทั้งงาน และครอบครัวมีความสำคัญเท่า ๆ กันแบบนี้ ทางที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีกว่า และดีขึ้นได้ก็คือหางานใหม่ที่ใช่กว่าเดิม งานที่สามารถทำให้คุณสามารถสร้างสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัวได้

 


โพสต์โดยสมาชิก : rainy